Tag Archives: บทความคริสเตียน

ปฐก.2:1-3 จุดเริ่มต้นของวันสะบาโต

 

ปฐก.2:1-3 จุดเริ่มต้นของวันสะบาโต

2:1 ดังนี้ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกทรงสร้างขึ้นให้สำเร็จ พร้อมทั้งบรรดาบริวารของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกนั้น
2:2 และในวันที่เจ็ดพระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำมาแล้วนั้น และในวันที่เจ็ดพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำมาแล้วนั้น
2:3 และพระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ดและทรงตั้งวันนี้ไว้เป็นวันบริสุทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ได้ทรงหยุดพักจากการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเนรมิตสร้างไว้และทรงกระทำมาแล้วนั้น

(ข้อ 1) พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งสำเร็จอย่างดี ไร้ที่ติ ไร้จุดบกพร่อง ทั้งโลก ฟ้าสวรรค์ ระบบวงโคจรของแผ่นดิน และสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบจักรวาล สภาพภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม ระบอบการดำรงชีพของสรรพสิ่ง
(ข้อ 2) พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นในระยะเวลา 6 วัน และทรงหยุดพักในวันที่ 7 นั่นหมายความว่า
1. พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอย่างดีเลิศแล้ว ตามเวลาที่ทรงกำหนด คือ ในเวลา 6 วัน
2. ในวันที่ 7 ทรงหยุดพัก คือ หยุดจากการทรงสร้างทั้งสิ้น เพื่อชื่นชมสิ่งที่ทรงสร้าง = พระเจ้าทรงชื่นชม และ ใช้เวลากับความงดงามของการทรงสร้างเหล่านั้น
(ข้อ 3) วันที่ 7 มีนัยยะสำคัญ ดังนี้
1. ทรงอวยพรวันที่ 7
2. ทรงตั้งให้เป็นวันบริสุทธิ์ เพราะเป็นวันหยุดพัก

ข้อคิด

1. พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างจนเสร็จสิ้นเป็นอย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง ไร้ตำหนิ แล้วพระองค์จึงทรงหยุดพัก แสดงว่า การทรงสร้างของพระเจ้าจะไม่มีคำว่า “ตำหนิ”
ในนัยยะหนึ่งเมื่อพระเจ้าทรงสร้างเรา แรกเดิมนั้น เราแต่ละคนไร้ตำหนิ ไม่มีจุดบกพร่องใดๆ ในขณะเดียวกัน
อีกนัยยะหนึ่ง การทรงสร้างของพระเจ้าในชีวิตเราแต่ละคนมีกระบวนการ ใช้ระยะเวลา และจะมีเวลาการหยุดพักด้วย ดังนั้น จึงไม่แปลก หากบางช่วงชีวิตพระเจ้าให้เราหยุดพัก เพราะนี่ คือ กระบวนการที่นำสู่ความไร้ตำหนิด้วยเช่นกัน… แน่นอนว่าจะมีบางช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงทำงานในชีวิตเรา ยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น เรามีหน้าที่ให้พระเจ้าทำงานภายในเราอย่างเต็มที่ เมื่อทรงสร้างเสร็จจะทรงให้เราได้หยุดพัก และ ทรงชื่นชมในการทรงสร้างนั้นๆ ในชีวิตเรา

2. พระเจ้าทรงชื่นชมชีวิตของเราเสมอ เหตุนี้เอง ชีวิตเราจึงมีคุณค่า เพราะพระเจ้าทรงใส่ใจทุกรายละเอียด ชื่นชมในฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และ ชีวิตคนเรา คือ ฝีพระหัตถ์ชิ้นเอกที่ทรงบรรจงสร้างเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งสารพัดที่รายล้อม เพื่อมนุษย์ฉันใด ก็ทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆ เป็นอย่างดี เพื่อเราฉันนั้น ในวันที่ 1 อาจยังมองไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง ยังไม่เข้าใจถึงองค์รวม แต่หากเราไม่เลิกรา เชื่อ และ วางใจในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราจะได้เห็นสิ่งทรงสร้างอันอัศจรรย์ในชีวิตตนเป็นแน่ๆ

3. พระเจ้าทรงตั้งวันที่ 7 ไว้เป็นวันหยุดพักจากการงานทั้งสิ้น ด้วยการเป็นแบบอย่างในการพัก และ ทรงตั้งไว้ด้วยการอวยพรในวันนั้น ดังนั้น เราจึงควรเดินตามแบบอย่างของพระเจ้า และ ให้น้ำหนักกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ เพื่อพระพรจะมาถึงอย่างเต็มขนาด อีกทั้ง การพักนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่พระเจ้าทรงให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญ ไว้ตั้งแต่ทรงเริ่มสร้างโลกนี้มาแล้ว เป็นเสมือนรากฐานของแผ่นดินโลกนี้ ควบคู่กับสิ่งอื่นๆ ที่ทรงสร้าง

 

sabbathday

2017-04-29

 

 

ot1-02

ปฐก.1:26-31 พระประสงค์ในการทรงสร้างมนุษย์

ปฐก.1:26-31 พระประสงค์ในการทรงสร้างมนุษย์

1:26 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ในแบบพระฉายของพวกเรา เหมือนตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองเหนือฝูงปลาในทะเล และเหนือฝูงนกในอากาศ และเหนือสัตว์ใช้งาน และให้เหนือทั่วทั้งแผ่นดินโลก และเหนือบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก”
1:27 ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ในแบบพระฉายของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นในแบบพระฉายของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง
1:28 และพระเจ้าได้ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า “จงมีลูกดกและทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดินโลก และจงมีอำนาจเหนือแผ่นดินนั้น และครอบครองเหนือฝูงปลาในทะเล และเหนือฝูงนกในอากาศ และเหนือบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก”
1:29 และพระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด เราให้บรรดาต้นผักที่มีเมล็ดซึ่งอยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก และบรรดาต้นไม้ซึ่งมีเมล็ดในผลแห่งต้นไม้นั้นแก่พวกเจ้า จะเป็นอาหารสำหรับพวกเจ้า
1:30 และสำหรับบรรดาสัตว์ป่าแห่งแผ่นดินโลก และบรรดานกในอากาศ และบรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานที่มีชีวิตบนแผ่นดินโลก เราให้บรรดาพืชผักเขียวสดเป็นอาหาร” และก็เป็นดังนั้น
1:31 และพระเจ้าทอดพระเนตรบรรดาสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง และดูเถิด เป็นสิ่งที่ดียิ่งนัก และมีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หก

(ข้อ 26) พระเจ้าทรงตั้งพระทัย และ คิดเกี่ยวกับมนุษย์ เป็นอย่างดี และรอบคอบเป็นที่สุด ว่า จะทรงจัดเตรียมสิ่งใดเพื่อมนุษย์ จะสร้างพวกเขาเป็นแบบไหน
(ข้อ 27) พระเจ้าทรงลงมือสร้างมนุษย์ตามแบบที่ทรงตั้งพระทัยไว้ สิ่งเดียวที่พระเจ้าทรงบรรจงสร้างให้เหมือนพระฉายของพระองค์ คือ … มนุษย์ … เพื่อร่วมครอบครองบรรดาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ทรงสร้างมาก่อนหน้านี้แล้ว
(ข้อ 28) เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เสร็จแล้ว ก็ทรงมอบสิทธิอำนาจไว้ในมือพวกเขา เพื่อการครอบครองแผ่นดินโลกนี้ร่วมกับพระองค์
(ข้อ 29 – 30) ทำให้เห็นถึงการจัดเตรียมของพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายในเรื่องการดำรงชีพ และทรงสร้างสิ่งเหล่านี้ก่อนที่จะสร้างมนุษย์ แสดงว่า พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งดีต่างๆ ให้กับเราไว้ล่วงหน้าแล้วเป็นอย่างดี
(ข้อ 31) พระเจ้าทรงสำรวจ และ ตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อทรงสร้างทุกสิ่งเสร็จ ว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติ หรือ จุดบกพร่องใดๆ ซึ่ง “ทรงเห็นว่าดียิ่งนัก”

ข้อคิด

1.    พระเจ้าทรงสร้างสิ่งสารพัดบนโลกนี้ให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วสร้างมนุษย์เป็นลำดับสุดท้าย เพื่อให้มนุษย์ครอบครองสารพัดสิ่งเหล่านั้นที่ทรงสร้างก่อนหน้านี้ อีกทั้งทรงคิดถึงการดำรงชีพของมนุษย์ ด้วยการให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีวงโคจร ในการขยายพันธุ์ เพื่อเป็นอาหารให้กับมนุษย์บนโลกนี้อย่างไม่มีหมด จะเห็นได้ว่า ธรรมชาติ สามารถขยายพันธุ์ของมันได้เอง โดยที่มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กระทำการใดๆ ทั้งสิ้น แต่พระเจ้าทรงทำไว้แต่แรกอยู่แล้ว และตั้งสิ่งเหล่านั้นไว้ในครอบครองของมนุษย์ เราจึงมีอาหารดำรงชีพตลอดเวลา ที่มีโลกนี้ มีอากาศหายใจ ด้วยระบบจักรวาลที่ทรงสร้างตั้งแต่แรกไว้อยู่แล้ว (นั่นแสดงว่า พระเจ้าทรงใส่พระทัยทุกรายละเอียดเป็นอย่างมาก เพื่อรองรับการดำรงชีพของมนุษย์ และเป็นการสะท้อนถึงความรักพื้นฐานลำดับแรก ที่พระเจ้ามอบให้แก่เราทั้งหลาย)

2.    สิทธิพิเศษที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่มนุษย์ คือ…
•    มีพระฉายาเหมือนพระเจ้า
•    ได้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ ฝูงสัตว์บนแผ่นดิน โดยมีอำนาจเหนือสิ่งเหล่านี้
•    มีลูกดกทวีคูณจนเต็มแผ่นดินโลก

3.    เราสามารถวางใจได้ว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้ให้แก่เราแล้วเป็นอย่างดี ดังนั้นเราจึงไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง หรือ กังวลในฝ่ายกายภาพว่า จะไม่มีกิน เพราะในความเป็นจริง พระเจ้าทรงมีแผนการนี้ไว้อยู่แล้ว อีกทั้งยังทรงใส่พระทัยในรายละเอียด ด้วยการใส่วงจรของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพื่อเป็นอาหารสำหรับเรา

4.    แท้ที่จริงพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพื่อให้ครอบครองสรรพสิ่งร่วมกับพระองค์ นอกจากการแต่งตั้งของพระเจ้าที่ให้เราทั้งหลายร่วมครอบครองสรรพสิ่งแล้ว ยังทรงใส่สิทธิอำนาจไว้ในมือของพวกเราทั้งหลาย เพื่อให้การครอบครองนั้นเป็นจริงด้วย อย่างเป็นรูปธรรมและนามธรรม

 

ot1-02

2017-04-25

 

 

world-549425_1280

ปฐก.1:1 – 26 การทรงสร้างของพระเจ้า

ปฐก.1:1 – 26 การทรงสร้างของพระเจ้า

1:1 ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
1:2 และแผ่นดินโลกนั้นก็ปราศจากรูปร่างและว่างเปล่าอยู่ และความมืดอยู่เหนือผิวของน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าเคลื่อนไหวอยู่เหนือผิวของน้ำนั้น
1:3 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้มีความสว่าง” และความสว่างก็เกิดขึ้น
1:4 และพระเจ้าทรงเห็นความสว่างนั้นว่า ความสว่างนั้นดี และพระเจ้าทรงแยกความสว่างนั้นออกจากความมืด
1:5 และพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่าวัน และพระองค์ทรงเรียกความมืดนั้นว่าคืน และมีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก
1:6 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้มีพื้นฟ้าในระหว่างน้ำ และจงให้พื้นฟ้านั้นแยกน้ำออกจากน้ำ”
1:7 และพระเจ้าทรงสร้างพื้นฟ้า และทรงแยกน้ำซึ่งอยู่ใต้พื้นฟ้าจากน้ำซึ่งอยู่เหนือพื้นฟ้า และก็เป็นดังนั้น
1:8 และพระเจ้าทรงเรียกพื้นฟ้าว่าฟ้าสวรรค์ และมีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง
1:9 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์รวบรวมเข้าอยู่แห่งเดียวกัน และจงให้พื้นดินแห้งปรากฏขึ้น” และก็เป็นดังนั้น
1:10 และพระเจ้าทรงเรียกพื้นดินแห้งว่าแผ่นดิน และที่น้ำรวบรวมเข้าอยู่แห่งเดียวกันว่าทะเล และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี
1:11 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้แผ่นดินเกิดต้นหญ้า ต้นผักที่มีเมล็ด และต้นไม้ที่ออกผลที่มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบนแผ่นดิน” และก็เป็นดังนั้น
1:12 และแผ่นดินก็เกิดต้นหญ้า และต้นผักที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลที่มีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี
1:13 และมีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สาม
1:14 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้มีดวงสว่างต่าง ๆ ในพื้นฟ้าแห่งฟ้าสวรรค์เพื่อแยกวันออกจากคืน และเพื่อใช้เป็นหมายสำคัญ และที่กำหนดฤดู และวันและปีต่าง ๆ
1:15 และจงให้เป็นดวงสว่างต่าง ๆ ในพื้นฟ้าแห่งฟ้าสวรรค์เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดินโลก” และก็เป็นดังนั้น
1:16 และพระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างใหญ่สองดวง ให้ดวงสว่างที่ใหญ่กว่านั้นครองกลางวัน และให้ดวงสว่างที่เล็กกว่าครองกลางคืน พระองค์ทรงสร้างดวงดาวต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
1:17 และพระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างเหล่านี้ไว้ในพื้นฟ้าแห่งฟ้าสวรรค์เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดินโลก
1:18 และเพื่อปกครองกลางวันและปกครองกลางคืน และเพื่อแยกความสว่างออกจากความมืด และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี
1:19 และมีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สี่
1:20 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้น้ำอุดมบริบูรณ์ไปด้วยสัตว์ที่มีชีวิตแหวกว่ายไปมา และให้มีนกบินไปมาในพื้นฟ้าแห่งฟ้าสวรรค์เหนือแผ่นดินโลก”
1:21 และพระเจ้าได้ทรงสร้างปลาวาฬใหญ่ และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตแหวกว่ายไปมาตามชนิดของมัน ซึ่งเกิดขึ้นบริบูรณ์ในน้ำนั้น และบรรดาสัตว์ที่มีปีกตามชนิดของมัน และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี
1:22 และพระเจ้าได้ทรงอวยพรสัตว์เหล่านั้นว่า “จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น และจงให้น้ำในทะเลต่าง ๆ บริบูรณ์ไปด้วยสัตว์ และจงให้นกทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน”
1:23 และมีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่ห้า
1:24 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้แผ่นดินโลกเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งาน และสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าแห่งแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน” และก็เป็นดังนั้น
1:25 และพระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ป่าแห่งแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน และสัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี
1:26 และพระเจ้าตรัสว่า “จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ในแบบพระฉายของพวกเรา เหมือนตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองเหนือฝูงปลาในทะเล และเหนือฝูงนกในอากาศ และเหนือสัตว์ใช้งาน และให้เหนือทั่วทั้งแผ่นดินโลก และเหนือบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก”

(ข้อ 1) พระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างจักรวาลนี้ และทรงริเริ่มสร้างสรรค์จากความว่างเปล่า จากสิ่งที่ไม่มีให้เกิดขึ้น
(ข้อ 2) พระเจ้าทรงอยู่เหนือการทรงสร้างของพระองค์
(ข้อ 3) พระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่างๆ ด้วยคำตรัส แค่เพียงทรงตรัสทุกสิ่งก็เกิดขึ้น สิ่งที่ไม่มีก็กลับกลายเป็นมีได้
(ข้อ 4) การทรงสร้างของพระเจ้านั้นดี และไร้ที่ติ
(ข้อ 5) พระเจ้าทรงมีเหตุผลต่อการทรงสร้างของพระองค์เสมอ ทรงตั้งความสว่างไว้ เพื่อกลางวัน และความมืดไว้ เพื่อเวลากลางคืน ทรงแบ่งแยกช่วงเวลาออกจากกันเป็นครั้งแรก ด้วยเวลา เช้า และ เย็น
(ข้อ 6-10) การทรงสร้างของพระเจ้าเป็นแบบครบบริบูรณ์ทุกมิติ รวมถึงการรองรับในอนาคตด้วย (เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีฝน มีแค่ภาคพื้นน้ำมหาสมุทร แต่พระเจ้าทรงสร้างเตรียมไว้แล้ว เพราะอนาคตจะมีฝนตก)
(ข้อ 11-13) พระเจ้าทรงจัดเตรียมระบบนิเวศน์วิทยาไว้ เพื่อรองรับการทรงสร้างต่อๆ มาของพระองค์ อันได้แก่ มนุษย์ สัตว์ และ พืช
(ข้อ 14-19) พระเจ้าทรงสร้างรายละเอียดอื่นๆ บนแผ่นดินนี้ ทุกมิติ ทั้งใต้พิภพ พื้นดิน ฟ้าเบื้องบน ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ อากาศ ดิน น้ำ ลม ไฟ พืชพันธุ์ทั้งสิ้น
(ข้อ 20-25) พระเจ้าเริ่มทรงสร้างสิ่งมีชีวิตตามลำดับ ได้แก่ สัตว์น้ำ สัตว์ปีก และ สัตว์บนดิน
(ข้อ 26) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ เป็นลำดับสุดท้าย เพื่อให้ครอบครองทุกสิ่งที่ทรงสร้างมาตั้งแต่แรก

ข้อคิด

1. พระเจ้าทรงสร้างสิ่งสารพัดจากสิ่งที่ไม่มีให้กลับกลายเป็นมีได้ และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้านั้นมากถึงขนาดแค่ทรงตรัสโลกทั้งใบ จักรวาลทั้งระบบก็เกิดขึ้นได้ และทรงเป็นพระผู้สร้างที่สมบูรณ์ไร้ที่ติ มีลำดับขั้นตอน และ กระบวนการสร้างอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยการทรงสร้างโลกทั้งใบนี้อย่างดีภายในเวลาเพียงแค่ 6 วัน = พระเจ้าทรงสามารถทำการยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่จำกัด เพราะทรงฤทธิ์เดชในการทรงสร้าง และเราทั้งหลายก็เป็นหนึ่งในการทรงสร้างที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้

2. ความมีระบบระเบียบของพระเจ้าสำแดงผ่านการทรงสร้าง ที่เป็นขั้นเป็นตอน ทรงเรียงลำดับก่อนหลัง และ มีการตรวจวัดอย่างละเอียดว่า “ดียิ่งนัก” ในทุกสิ่ง นั่นแสดงว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างแบบส่งๆไป แต่ทรงสร้างอย่างบรรจง อย่างงดงาม ไร้ที่ติ ทรงตรวจสอบด้วยพระองค์เองในทุกรายละเอียด = เมื่อพระเจ้าทรงสร้าง หรือ กระทำสิ่งใดๆ ในชีวิตของเรา ย่อมผ่านกระบวนการ “ดียิ่งนักแล้ว”

3. จะเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงพระปัญญาสูงสุด มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง ทรงวางรากฐานแต่ละสิ่ง แม้แต่สิ่งเล็กๆ จนเป็นระบบ และ ออกมาในรูปแบบของระบบนิเวศวิทยา เอการดำรงชีพของมนุษย์ สัตว์ พืช ด้วยสภาพแวดล้อม ทุกรายละเอียด ทุกจุดอย่างครบถ้วน ทุกองค์ประกอบ การทรงสร้างของพระเจ้าไม่ได้บกพร่องเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้ด้อยไปเลย สามารถคงทนมาจนถึงปัจจุบัน

4. เราจะค่อยๆ เห็นการเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทีละวันๆ ที่ทรงสร้าง จากความว่างเปล่า = เราจะค่อยๆ เห็นชีวิต สิ่งต่างๆ รอบตัวของเราชัดเจนมากขึ้น ผ่านกระบวนการสร้างของพระเจ้าในชีวิตเรา ว่า ต้องเป็นขั้นตอน เป็นกระบวนการ จนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ หรือ เรียกว่า “ความไพบูลย์ของพระเจ้า”

5. จะเห็นได้ว่า การทรงสร้างของพระเจ้าแต่ละลำดับขั้น เพื่อจุดประสงค์สุดท้าย คือ ให้มนุษย์ครอบครอง = พระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่งให้แก่มนุษย์เป็นอย่างดี ให้ระบบนิเวศน์ดูแลกันเองได้ หมายถึง พืชพันธุ์จะเจริญงอกงาม เกิดผลออกมาด้วยระบบ น้ำ ดิน ลม และอากาศ ส่วนสัตว์จะได้อาศัยระบบนิเวศน์แรกในการดำรงชีพ เป็นอีกวงโคจรหนึ่ง หรือ อีกระบบนิเวศน์หนึ่งที่ซ้อนขึ้นมา ส่วนมนุษย์ก็จะใช้ระบบนิเวศน์ทั้ง 2 นั้นด้วยการครอบครอง = มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดดอกออกผล หรือ ขยายพันธุ์ แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงทำให้ และ ตั้งให้สิ่งเหล่านั้นเป็นระบบนิเวศน์ที่ออกผล ขยายพันธุ์ด้วยตัวของมันเอง (เปรียบเสมือนการตั้งระบบ automatic ไว้ในโลกนี้อยู่แล้ว)

6. พระคำ ปฐมกาล บทที่ 1 อธิบายให้เราเข้าใจถึงที่มาความเป็นไปของชีวิตเรา อีกทั้งน้ำพระทัยพระเจ้า ผ่านการทรงสร้างที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสิ่งแรกดั้งเดิมของหัวใจพระเจ้าสำหรับแผ่นดินโลกนี้

7. พระคัมภีร์เริ่มต้นด้วยการทรงสร้างของพระเจ้า และ บรรจบด้วยแผ่นดินสวรรค์ นั่นหมายความว่า พระเจ้าทรงรู้อนาคตทุกอย่าง แต่ดวงพระทัยของพระเจ้ายังคงตั้งมั่นคงที่จะสำแดงให้แก่มนุษยชาติ และพระปัญญาของพระเจ้าได้มีทางออกให้แก่เราทั้งหลาย ด้วยการพิพากษาที่ทรงธรรม ด้วยการสร้างแผ่นดินสวรรค์นิรันดรไว้เรียบร้อยแล้ว

 

world-549425_1280

2017-04-21

 

 

11224576_1654883524730127_6860318780818379792_n

คำอธิษฐาน‬ : แม่น้ำของพระเจ้า‬

 

“ข้าแต่พระเจ้า…
ขอโปรดทรงให้แม่น้ำของพระองค์หลั่งไหลลงมา…
แม่น้ำแห่งการรักษาให้กลับคืน..
แม่น้ำแห่งการฟื้นฟูชีวิตใหม่…
แม่น้ำแห่งความชื่นฉ่ำแก่วิญญาณจิต…
แม่น้ำแห่งความสมบูรณ์แก่กายเนื้อ…
แม่น้ำแห่งความสันติแก่ดวงใจ…
แม่น้ำแห่งการเยียวยาไหลลงมา…
แม่น้ำแห่งความอิ่มหนำแก่ชีวิต…
แม่น้ำแห่งความสดชื่นรดความหวังใจ…
ขอโปรดเทรดลงมาด้วยแม่น้ำของพระเจ้า…

ขอสายน้ำพัดพาสิ่งใหม่ให้บังเกิด
ขอธารแห่งพระพรพัดพานำสิ่งดีมาถึงโดยเร็วพลัน
ขอลำธารไหลเชี่ยวด้วยแรงผลักแห่งฤทธา
ขอเสียงของน้ำทำให้ใจได้สงบและพักพิง
ขอชุบชีวิตดั่งทรงระบายลมปราณ
ทุกสิ่งๆ ส่งเสียงขับขาน สรรเสริญแด่พระผู้สร้าง

ขอแม่น้ำของพระเจ้าไหลสู่ >> พระนิเวศน์อันศักดิ์สิทธิ์
ขอแม่น้ำของพระเจ้าไหลเข้าสู่ >> ทุกหัวเมือง
ขอแม่น้ำของพระเจ้าไหลลงสู่ >> ทุกชายคาครัวเรือน
ขอแม่น้ำของพระเจ้าไหลไป >> ทุกๆ พื้นที่

ข้าแต่พระเจ้า… ขอโปรดฟังและทรงช่วย
เปลี่ยนความเหือดแห้ง 》 เป็นความชุ่มชื่น
เปลี่ยนความเศร้าโศก 》 เป็นความชื่นบาน
เปลี่ยนความเจ็บป่วย 》 ด้วยการรักษา
เปลี่ยนความทุกข์ใจ 》 ด้วยการเยียวยา
เปลี่ยนความกันดาร 》 เป็นคานาอัน
เปลี่ยนความขาดแคลน 》 เป็นความมั่งคั่ง
เปลี่ยนความอ่อนแอ 》 เป็นความเข้มแกร่ง
เปลี่ยนความกลัว 》 เป็นความกล้าหาญและเข้มแข็ง
เปลี่ยนความโลเล 》 เป็นความมั่นคงดั่งศิลา
เปลี่ยนใจหดหู่ 》 ด้วยใจใหม่
เปลี่ยนความคิดแง่ลบ 》 ด้วยความคิดใหม่
เปลี่ยนความจำกัด 》 ด้วยฤทธานุภาพ
เปลี่ยนสิ่งอนิจจัง 》 เป็นนิรันดร

เสียงของสายน้ำ ; ทำให้ได้พักและสงบ
เสียงของนกกา ; ทำให้ได้เห็นการเลี้ยงดูของพระเจ้า
เสียงของสายลม ; ทำให้ได้สัมผัสถึงความสบายใจ
เสียงของสรรพสิ่ง ; ต่างแซ่ซ้อง สรรเสริญ พระผู้สร้าง

ขอแม่น้ำของพระเจ้าไหลลงมายังแผ่นดินโลก

อธิษฐานวิงวอน‬ ใน‎พระนามพระเยซูคริสต์เจ้า‬ ‎เอเมน‬”

 

11224576_1654883524730127_6860318780818379792_n
2015-08-05

 

1157885815

กจ.13:14-41 {แบบอย่างการประกาศข่าวประเสริฐ}

13:14 แต่พวกนั้นเดินทางต่อไปจากเมืองเปอร์กาถึงเมืองอันทิโอกในแคว้นปิสิเดีย แล้วได้เข้าไปนั่งลงในธรรมศาลาในวันสะบาโต
13:15 เมื่ออ่านพระราชบัญญัติกับคำของศาสดาพยากรณ์แล้ว บรรดานายธรรมศาลาจึงใช้คนไปบอกเปาโลกับบารนาบัสว่า “ท่านพี่น้องทั้งหลาย ถ้าท่านมีคำกล่าวเตือนสติแก่คนทั้งปวงก็เชิญกล่าวเถิด”
13:16 ฝ่ายเปาโลจึงยืนขึ้นโบกมือแล้วกล่าวว่า “ท่านที่เป็นชนชาติอิสราเอลและท่านทั้งหลายที่เกรงกลัวพระเจ้า จงฟังเถิด
Continue reading กจ.13:14-41 {แบบอย่างการประกาศข่าวประเสริฐ}

imagescfd

กจ.10:44-48 {คนต่างชาติได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์}

 

10:44 เมื่อเปโตรยังกล่าวคำเหล่านั้นอยู่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาสถิตกับคนทั้งปวงที่ฟังพระวจนะนั้น
10:45 ฝ่ายพวกที่ได้เข้าสุหนัตซึ่งเชื่อถือแล้ว คือคนที่มาด้วยกันกับเปโตรก็ประหลาดใจ เพราะว่าของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ลงมาบนคนต่างชาติด้วย
10:46 เพราะเขาได้ยินคนเหล่านั้นพูดภาษาต่าง ๆ และยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เปโตรจึงย้อนถามว่า
10:47 “ใครอาจจะห้ามคนเหล่านี้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนเรา โดยมิให้เขารับบัพติศมาด้วยน้ำได้”
10:48 เปโตรจึงสั่งให้เขารับบัพติศมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเขาทั้งหลายได้ขอให้เปโตรยับยั้งอยู่กับเขาอีกสองสามวัน

 

กจ.10:44-48 {คนต่างชาติได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์}

1.    (ข้อ 45) ในขณะที่เปโตรได้รับการสำแดง แม้คนอื่น (ผู้ติดตาม , พวกที่เข้าสุหนัตแล้ว , …) ไม่ได้รับ แต่เขาก็สามารถเห็นในสิ่งที่พระเจ้าทำได้เช่นกัน รูปแบบการเปิดเผยของพระเจ้าที่มาถึงเราแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่เป้าหมายเดียวกัน และต่างสำแดงความเป็นพระเจ้าเช่นเดียวกัน… ดังนั้นความรับผิดชอบที่จะตอบสนองจึงตกแก่เราแต่ละคน ตามรูปแบบที่พระเจ้าให้กับเรา

 

2.    (ข้อ 46-47) เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสวมทับผู้ใด ผู้นั้นก็สามารถมีประสบการณ์และรับฤทธิ์เดชในพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกัน ไม่ขึ้นอยู่กับว่า ชนชาติใด เป็นใคร ตำแหน่งอะไร … เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสวมทับ ย่อมมีผลแห่งการสวมทับของพระวิญญาณบริสุทธิ์เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นการทำงานของพระเจ้าเอง ใครจะห้ามได้!!!

 

3.    (ข้อ 45-47) ระมัดระวังที่จะห้ามหรือหยุดการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยการคิดว่าตนเองเป็นคนเหนือชั้นกว่าผู้อื่น , คิดว่าตนเองเท่านั้นที่สมควรได้รับ แต่ผู้อื่นไม่สมควร ,… เพราะแท้จริงแล้วผู้ที่ทำคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่มีใจแสวงหา อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้า

 

imagescfd

261014

 

 

1181158011

กจ.10:1-43 {ข่าวประเสริฐมาถึงคนต่างชาติ}

 

10:1 ยังมีชายคนหนึ่งชื่อโครเนลิอัส อาศัยอยู่ในเมืองซีซารียา เป็นนายร้อยอยู่ในกองทหารที่เรียกว่ากองอิตาเลีย
10:2 เป็นคนมีศรัทธามาก คือท่านและทั้งครอบครัวเป็นคนยำเกรงพระเจ้า ท่านเคยให้ทานมากมายแก่ประชาชน และอธิษฐานต่อพระเจ้าเสมอ
10:3 เวลาประมาณบ่ายสามโมงนายร้อยนั้นเห็นนิมิตแจ่มกระจ่าง คือเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้า เข้ามาหาท่านและกล่าวแก่ท่านว่า “โครเนลิอัสเอ๋ย”
10:4 และเมื่อโครเนลิอัสเขม้นดูทูตสวรรค์องค์นั้นด้วยความตกใจกลัว จึงถามว่า “นี่เป็นประการใด พระองค์เจ้าข้า” ทูตสวรรค์จึงตอบท่านว่า “คำอธิษฐานและทานของท่านนั้น ได้ขึ้นไปเป็นที่ระลึกถึงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว
10:5 บัดนี้จงใช้คนไปยังเมืองยัฟฟาเชิญซีโมนที่เรียกว่าเปโตรมา
10:6 เปโตรอาศัยอยู่กับคนหนึ่งชื่อซีโมนเป็นช่างฟอกหนัง บ้านของเขาอยู่ริมฝั่งทะเล เปโตรจะบอกท่านว่าท่านควรจะทำอะไร”
10:7 ครั้นทูตสวรรค์ที่ได้พูดกับโครเนลิอัสไปแล้ว ท่านได้เรียกคนใช้สองคนกับทหารคนหนึ่งซึ่งเป็นคนมีศรัทธามาก ที่เคยปรนนิบัติท่านเสมอ
10:8 และเมื่อโครเนลิอัสได้เล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้คนเหล่านั้นฟังแล้ว ท่านจึงใช้เขาไปยังเมืองยัฟฟา
10:9 วันรุ่งขึ้นคนเหล่านั้นกำลังเดินทางไปใกล้เมืองยัฟฟาแล้ว ประมาณเวลาเที่ยงวันเปโตรก็ขึ้นไปบนหลังคาบ้านเพื่อจะอธิษฐาน
10:10 และเขาหิวมาก และอยากจะรับประทานอาหาร แต่ในระหว่างที่พวกเขายังจัดเตรียมอยู่ เปโตรได้เข้าสู่ภวังค์
10:11 และได้เห็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง มีภาชนะอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ผูกติดกันทั้งสี่มุมหย่อนลงมายังพื้นโลก
10:12 ในนั้นมีสัตว์ทุกอย่างที่อยู่บนแผ่นดิน คือสัตว์สี่เท้า สัตว์ป่า สัตว์เลื้อยคลานและนกที่อยู่ในท้องฟ้า
10:13 มีพระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า “เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด”
10:14 ฝ่ายเปโตรจึงทูลว่า “มิได้ พระองค์เจ้าข้า เพราะว่าสิ่งซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของมลทินนั้น ข้าพระองค์ไม่เคยได้รับประทานเลย”
10:15 แล้วจึงมีพระสุรเสียงอีกเป็นครั้งที่สองว่าแก่ท่านว่า “ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้ว อย่าว่าเป็นของต้องห้าม”
10:16 เห็นอย่างนั้นถึงสามครั้ง แล้วสิ่งนั้นก็ถูกรับขึ้นไปอีกในท้องฟ้า
10:17 เมื่อเปโตรยังคิดสงสัยเรื่องนิมิตที่เห็นนั้นว่ามีความหมายอย่างไร ดูเถิด คนที่โครเนลิอัสใช้ไปนั้น เมื่อถามหาและพบบ้านของซีโมนแล้วก็มายืนอยู่หน้าประตูรั้ว
10:18 และร้องถามว่า ซีโมนที่เรียกว่าเปโตรอยู่ที่นั่นหรือไม่
10:19 เมื่อเปโตรตริตรองเรื่องนิมิตนั้น พระวิญญาณก็ตรัสกับท่านว่า “ดูเถิด ชายสามคนตามหาเจ้า
10:20 จงลุกขึ้นลงไปข้างล่างและไปกับเขาเถิด อย่าลังเลใจเลย เพราะว่าเราได้ใช้เขามา”
10:21 เปโตรจึงลงไปหาคนเหล่านั้นซึ่งโครเนลิอัสได้ใช้มากล่าวว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าเป็นคนที่ท่านมาหานั้น ท่านมาธุระอะไร”
10:22 เขาจึงตอบว่า “นายร้อยโครเนลิอัส เป็นคนชอบธรรมและเกรงกลัวพระเจ้า และเป็นคนมีชื่อเสียงดีในบรรดาชาวยิว โครเนลิอัสผู้นั้นได้รับคำเตือนจากพระเจ้าโดยผ่านทูตสวรรค์บริสุทธิ์ ให้มาเชิญท่านไปที่บ้านเพื่อจะฟังถ้อยคำของท่าน”
10:23 เปโตรจึงเชิญเขาให้เข้ามาหยุดพักอยู่ที่นั่น วันรุ่งขึ้นเปโตรก็ไปกับเขาและพวกพี่น้องบางคนที่เมืองยัฟฟาก็ไปด้วย
10:24 ล่วงมาอีกวันหนึ่งเขาก็ไปถึงเมืองซีซารียา โครเนลิอัสกำลังคอยรับรองอยู่ และเชิญญาติพี่น้องกับเพื่อนสนิทให้มาประชุมกันอยู่แล้ว
10:25 ครั้นเปโตรเข้าไป โครเนลิอัสก็ต้อนรับเปโตร และหมอบที่เท้ากราบไหว้ท่าน
10:26 ฝ่ายเปโตรจึงจับตัวโครเนลิอัสให้ลุกขึ้นและกล่าวว่า “จงยืนขึ้นเถิด ข้าพเจ้าก็เป็นแต่มนุษย์เหมือนกัน”
10:27 เมื่อกำลังสนทนากันอยู่ เปโตรจึงเข้าไปแลเห็นคนเป็นอันมากมาพร้อมกัน
10:28 จึงกล่าวแก่คนเหล่านั้นว่า “ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า คนชาติยิวนั้นจะคบให้สนิทกับคนต่างชาติหรือเข้าเยี่ยมก็เป็นที่พระราช บัญญัติห้ามไว้ แต่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า ไม่ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าเป็นที่ห้ามหรือมลทิน
10:29 เหตุฉะนั้น เมื่อท่านใช้คนไปเรียกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มาโดยไม่ขัด ข้าพเจ้าจึงขอถามว่าท่านเรียกข้าพเจ้ามาด้วยประสงค์อะไร”
10:30 โครเนลิอัสจึงตอบว่า “สี่วันมาแล้ว ข้าพเจ้ากำลังถืออดอาหารอยู่จนถึงเวลานี้ และประมาณเวลาบ่ายสามโมงข้าพเจ้าได้อธิษฐานอยู่ในบ้านของข้าพเจ้า ดูเถิด มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าสวมเสื้อมันระยับ
10:31 ผู้นั้นได้กล่าวว่า ‘โครเนลิอัสเอ๋ย คำอธิษฐานของท่านนั้นทรงสดับฟังแล้ว และทานของท่านนั้นก็เป็นที่ระลึกถึงในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว
10:32 เหตุฉะนั้น จงใช้คนไปยังเมืองยัฟฟา เชิญซีโมนที่เรียกว่าเปโตรมา ผู้นั้นอาศัยอยู่ในบ้านของซีโมนช่างฟอกหนังที่ฝั่งทะเล ผู้นั้นเมื่อมาถึงแล้วจะกล่าวแก่ท่าน’
10:33 ข้าพเจ้าจึงใช้คนไปเชิญท่านมาทันที ที่ท่านมาก็ดีแล้ว บัดนี้พวกข้าพเจ้าจึงอยู่พร้อมกันต่อพระพักตร์พระเจ้า เพื่อจะฟังสิ่งสารพัดซึ่งพระเจ้าได้ตรัสสั่งท่านไว้”
10:34 ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด
10:35 แต่คนใด ๆ ในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์
10:36 พระดำรัสที่พระเจ้าได้ทรงฝากไว้กับชนชาติอิสราเอล คือการประกาศข่าวดีเรื่องสันติสุขโดยพระเยซูคริสต์ (ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง)
10:37 ข้าพเจ้ากล่าวว่า พระดำรัสนั้นท่านทั้งหลายก็รู้ คือเรื่องที่ได้เล่ากันตั้งแต่ต้นที่แคว้นกาลิลี ไปจนตลอดทั่วแคว้นยูเดีย ภายหลังการบัพติศมาที่ยอห์นได้ประกาศนั้น
10:38 คือเรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธว่า พระเจ้าได้ทรงเจิมพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยฤทธานุภาพอย่างไร และพระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกพญามารเบียดเบียน ด้วยว่าพระเจ้าได้ทรงสถิตกับพระองค์
10:39 เราทั้งหลายเป็นพยานถึงกิจการทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงกระทำในแผ่นดินของชนชาติยิวและในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์นั้นเขาได้ฆ่าและแขวนไว้ที่ต้นไม้
10:40 ในวันที่สามพระเจ้าได้ทรงให้พระองค์คืนพระชนม์และทรงให้ปรากฏ
10:41 มิใช่ทรงให้ปรากฏแก่คนทั่วไป แต่ทรงปรากฏแก่เหล่าพวกพยานซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกไว้แต่ก่อน คือทรงปรากฏแก่พวกเราที่ได้รับประทานและดื่มกับพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคืนพระชนม์แล้ว
10:42 พระองค์ทรงสั่งให้เราทั้งหลายประกาศแก่คนทั้งปวง และเป็นพยานว่าพระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นผู้พิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย
10:43 ศาสดาพยากรณ์ทั้งหลายย่อมเป็นพยานถึงพระองค์ว่า ผู้ใดที่เชื่อถือในพระองค์นั้นจะได้รับการทรงยกความผิดบาปของเขา เพราะพระนามของพระองค์”

 

(ข้อ 1-8) โครเนลิอัสเป็นคนต่างชาติที่ยำเกรงพระเจ้าของชาวอิสราเอล ใช้ชีวิตแบบยำเกรงพระเจ้าและสัตย์ซื่อในส่วนของเขาเป็นการส่วนตัวอย่างเคร่งครัด ทำให้พระเจ้าทรงหันมาหาเขา มีการสำแดงชนิดที่ผู้เชื่อหลายๆ คน และส่วนมากยังไม่มีโอกาสได้รับเสียด้วยซ้ำ คือ การเห็นทูตสวรรค์ต่อหน้าต่อตา การที่ทูตสรรค์บอกรายละเอียดอย่างเจาะจงถึงสิ่งที่เขาต้องทำ คือ เชิญเปโตรมา และเป็นการบอกถึงพิกัดที่อยู่ของเปโตรอย่างชัดเจนเพื่อให้สามารถทำตามได้ …

เปรียบเทียบภาพเดียวกับนางรูธที่รักพระเจ้าของแม่สามีและปรารถนาการอวยพรจากพระเจ้า จึงขอติดตามแม่สามี จนกระทั่งพระพรนั้นตกอยู่กับเธอ

 

นรธ.1:16-17
1:16 แต่รูธตอบว่า “ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหนฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน และพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน
1:17 แม่ตายที่ไหนฉันจะตายที่นั่น และจะขอให้ฝังฉันไว้ที่นั่นด้วย ถ้ามีอะไรมาพรากฉันจากแม่นอกจากความตาย ก็ขอพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษฉัน และให้หนักยิ่งกว่า”

 

นรธ.4:12-17
4:12 ขอให้วงศ์วานของท่านเหมือนวงศ์วานของเปเรศซึ่งทามาร์คลอดให้แก่ยูดาห์ เนื่องด้วยเชื้อสายซึ่งพระเยโฮวาห์จะประทานแก่ท่านโดยผู้หญิงคนนี้”
4:13 ดังนั้นโบอาสก็รับรูธมาเป็นภรรยาของท่าน และท่านก็เข้าหานางและพระเยโฮวาห์ประทานให้นางตั้งครรภ์คลอดบุตรชายคนหนึ่ง
4:14 ฝ่ายพวกผู้หญิงก็พูดกับนาโอมีว่า “สาธุการแด่พระเยโฮวาห์ พระองค์มิได้ทรงละทิ้งเจ้าไว้ให้ปราศจากญาติที่ถัดมา ขอให้ทารกนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปในอิสราเอล
4:15 ให้เด็กคนนี้เป็นผู้ชุบชีวิตของเจ้าและเลี้ยงดูเจ้าเมื่อชรา เพราะว่าเด็กคนนี้เกิดมาจากบุตรสะใภ้ที่รักเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าบุตรชายเจ็ดคน”
4:16 แล้วนาโอมีก็รับเด็กนั้นมาอุ้มไว้แนบอก และรับเป็นผู้เลี้ยงดูแลเด็กคนนั้น
4:17 หญิงชาวบ้านข้างเคียงก็ให้ชื่อเด็กนั้น พูดกันว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่า โอเบด ผู้เป็นบิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด

 

(ข้อ 9-29 ) ในส่วนของเปโตรพระเจ้าทรงสำแดงกับเขาเป็นการส่วนตัวในรูปแบบนิมิต เพื่อเป็นการเตรียมใจและเปิดใจเขาก่อน อันเนื่องจากเปโตรเป็นชาวอิสราเอล ซึ่งมีธรรมเนียมห้ามข้องเกี่ยวกับชาวต่างชาติ (ข้อ 28) …  อีกทั้งสิ่งนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเปโตรและชนชาติอิสราเอล ไม่เคยมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อน … ในความไม่เข้าใจทั้งหมดถึงนิมิตนั้น แต่เปโตรเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า และทุกสิ่งถูกเปิดความเข้าใจ เมื่อเขาได้พบกับโครเนลิอัส เป็นการบรรจบในแผนการณ์ของพระเจ้า

 

(ข้อ 30-33) การที่โครเนลิอัสเล่าถึงสิ่งที่พระเจ้าทำและสำแดงแก่ตนให้เปโตรฟัง เป็นการรับรอง confirm ซึ่งกันและกัน
–    สิ่งที่เปโตรได้รับนิมิตจากพระเจ้า เวลานี้เองที่ทำให้เปโตรเข้าใจทั้งสิ้นถึงนิมิตที่พระเจ้าสำแดงเรื่องอาหารในห่อผ้า (ข้อ 11-16)
–    สิ่งที่พระเจ้าทรงทำกับโครเนลิอัส เพื่อเชิญเปโตรมาที่บ้านของตน

 

(ข้อ 34-43) เป็นคำตอบของการสำแดงของพระเจ้าทั้งต่อโครเนลิอัส และเปโตร …คือ…
–    การให้เปโตรประกาศข่าวประเสริฐกับคนต่างชาติ >> ทำลายกำแพงระหว่างชนชาติ
–    การให้คนต่างชาติรับเชื่อ >> จุดเริ่มต้นยุคใหม่ คือ ข่าวประเสริฐไปถึงคนต่างชาติ

กจ.10:1-43 {ข่าวประเสริฐมาถึงคนต่างชาติ}  

1.    บางครั้ง บางสิ่ง โดยเฉพาะความยำเกรงพระเจ้า การเสาะแสวงหาพระเจ้า ความสัตย์ซื่อ ผู้เชื่อบางคนยังสู้คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าแต่มีใจปรารถนาหาพระองค์ไม่ได้เลย … ความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้ามีมาถึงคนที่สัตย์ซื่อและแสวงหาพระเจ้าเป็นแน่ แม้ว่าจะทำแบบคลำทาง ถูกบ้างผิดบ้าง เมื่อถึงเวลาพระเจ้าจะส่งคน ส่งทูตสวรรค์ ในการนำเขาเข้ามาอยู่ในกระบวนการของพระเจ้าเอง … นั่นสะท้อนให้เห็นว่า… พระเมตตาของพระเจ้าไม่ได้จำกัดวงอยู่ที่ผู้เชื่อ ไม่ได้จำกัดวงอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่มีไปถึง ใครก็ตามที่เสาะแสวงหาพระเจ้าต่างหาก

 

2.    หลายครั้ง หลายสิ่ง พระเจ้าสำแดงและเปิดเผยให้เรารู้ ไม่ว่าจะผ่านทางใดก็ตาม (นิมิต , ความฝัน , คำตรัส , ประสบการณ์บางอย่าง , … ) แต่ตัวเราเองไม่ได้เข้าใจทั้งหมด นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของผู้ที่ปรารถนาจะเดินตามการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ที่ปรารถนาจะให้พระองค์ทำงานผ่าน  เพราะแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่หากว่ามั่นใจในเสียงที่ทรงตรัส ในสิ่งที่ทรงสำแดง และรู้แก่ใจว่าสิ่งนี้มาจากพระเจ้าเป็นแน่ … การเดินตาม การก้าวออกไป จะค่อยๆ เปิดเผยถึงความสมบูรณ์ของความเข้าใจแก่เราเอง …

ดั่งที่เปโตรก็ไม่เข้าใจถึงนิมิตนั้น ไม่รู้ว่าจะไปหาโครเนลิอัสทำไม ไปเพื่อทำอะไร แต่เขารู้ว่าพระเจ้าให้เขาไป เขาจึงไป และทุกสิ่งถูกเปิดเผยว่าพระเจ้าใช้เขาไปหาโครเนลิอัส เพราะพระเจ้าสำแดงแก่โครเนลิอัสเป็นการส่วนตัว เพื่อให้เปโตรมาประกาศ นำรับเชื่อ คนกลุ่มนี้ อันเป็นคนต่างชาติกลุ่มแรกๆ ที่เชื่อพระเจ้า …

จากการเชื่อฟังและทำตามการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้เปโตรได้รับการสอนสิ่งใหม่ๆ เป็นผลให้สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาตร์มาก่อน สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยผ่านมือเปโตร เพราะเขาไม่ถูกจำกัดการเชื่อฟังพระเจ้าไว้เพียงแค่ต้องเข้าใจทุกอย่างก่อน ต้องรอให้พระเจ้าทำทุกสิ่งให้สมบูรณ์ก่อน แล้วจึงก้าว แท้จริงในพระคัมภีร์ทุกคนต่างก้าวไปกับพระเจ้าแบบก้าวต่อก้าวทั้งนั้น ไม่มีใครรอให้พระเจ้าทำทุกสิ่งจนเสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงตัดสินใจก้าว เพราะนั่นก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อมันสมบูรณ์แล้ว (ความเชื่อเกิดขึ้นในกระบวนการนี้ คือ ยังไม่เห็น แต่เชื่อว่ามีอยู่จริง แล้วจึงได้รับ) … >>

>> ผู้ที่นั่งรอคอยให้พระเจ้าทำทุกสิ่งจนสมบูรณ์ก่อนแล้วจึงก้าว = ไม่ได้ก้าวเลยสักก้าวเดียว ไม่มีความเชื่อและเชื่อฟังเลยแม้สักน้อย (ในขณะที่พระองค์ทรงสำแดงอย่างชัดเจนแล้ว แสดงว่าที่ไม่ก้าว ไม่ใช่ไม่มั่นใจ แต่ไม่ตัดสินใจต่างหาก หากสามารถพูดได้ว่าพระเจ้าเปิดเผยและสำแดงแก่ตน ก็ไม่สามารถพูดได้ว่า ก้าวไม่ได้…เพราะการเปิดเผยและสำแดงนั่นแหละ คือ การที่พระเจ้าบอกให้เราก้าวแล้ว) เพราะจะไม่มีวันและเวลานั้น เนื่องจากอาจจะถูกเลื่อนยกไปที่คนอื่นแทน และเมื่อมันเกิดขึ้นจริงและสำเร็จจริง คนที่ได้ก้าวตามพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะได้รับอย่างที่เปโตรได้รับ

 

3.    ด้วยเหตุที่โครเนลิอัสดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า เมื่อพระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเยียนเขา ทำให้ส่งผลต่อคนรอบข้างด้วย ไม่เพียงโครเนลิอัสเท่านั้นที่มีประสบการณ์และได้รับ แต่ครอบครัวและคนสนิทก็ได้รับด้วยเช่นเดียวกัน (ข้อ 24 , 27) แสดงให้เห็นว่า โครเนลิอัสมีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อคนรอบข้างในด้านนี้จริงๆ และเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้อื่น

 

4.    การทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นสดใหม่ตามยุคและวาระเวลาของพระเจ้าเสมอ ดังนั้น หลายสิ่งอาจเป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยมีปรากฏขึ้นในอดีตมาก่อน แต่หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำ สิ่งที่เราทำได้ คือ… การตอบสนองพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข อย่างวางเงื่อนไข เหตุผลต่างๆ ลง แล้วก้าวไป เพื่อจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าด้วยตา และรับพระพรด้วยมือของเราเอง ควรระมัดระวังการปฏิเสธการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้เปโตรไม่เข้าใจ แม้เปโตรจะมีคำถามกับพระเจ้า แต่เขามีความเชื่อฟังสูงกว่าข้อสงสัยของตนเอง มนุษย์ผู้จำกัด แต่พระเจ้าไม่ทรงจำกัดเลย

 

1181158011

 

261014